Nagoya Station - Nagoya Hall

วันนี้โปรแกรมเที่ยวกระจัดกระจายมาก ก็เลยแบ่งกันไปเป็นกลุ่มๆ แล้วแต่ว่าใครอยากไปไหน

ส่วนใหญ่จะไปโอซาก้ากัน แล้วก็ไปตามรอยยุนแจ หาร้านข้าวแกงกะหรี่ที่ยุนแจไปกินตอนเดินสายโปรโมทอัลบั้ม 3 

จริงๆ แล้วสาคูก็อยากไปนะ แต่เมื่อยตัวและขี้เกียจมากมาย ก็เลยตกลงกับเมรีและอุนโซ ว่าจะไปเตร่ที่ปราสาทนาโงย่า แล้วก็เข้าฮอลล์กันเลย

 

 

แต่โปรแกรมเที่ยวนาโงย่าช่วงเช้าของเราสามคนก็ล่มไม่เป็นท่า เพราะคุณป้ามหาภัยนั่นคนเดียว T^T

 

ตอนนั้นเป็นเวลาสายๆ ...

พวกเราสามคน ซึ่งออกเที่ยวช้าที่สุดในกลุ่ม ลงมาข้างล่าง ก็เจอคุณป้าดูแลเรียวกัง (คุณป้ามหาภัยของพวกเรา) มายืนดักไว้ไม่ให้ออกไปไหน

บอกว่าพวกกลุ่มที่มาพักทีหลังน่ะ คืนนี้ไม่มีที่ให้นอนแล้วนะ ขนของลงมาเช็คเอาท์ด่วนๆ

 

อ้าว~~~  ปร้าขา ไหนทีแรกบอกว่าจะมีห้องคืนสุดท้ายให้หนูยังไงล่ะ ทำไมมาไล่กันอย่างนี้ ~!!!!

เถียงด้วยภาษามือกันไปอีกนิด ป้าก็บอกว่าเลือกเอา ว่าจะเช็คเอาท์ตอนนี้ ขนของออกไปเลย รึจ่ายค่าห้องคืนสุดท้ายเป็นเงินสดแล้วถึงจะอยู่ต่อได้

อ้าว~~~ (อีกรอบ) ตกลงว่าจริงๆ ก็มีห้องให้เรา แต่เล่นแง่จะเอาเงินสด...ใช่มั๊ยเนี่ย?

อ้อ สาคูไม่ได้บอกเนอะ ว่าค่าที่พักสามคืนแรก พวกเราใช้บัตรเครดิตหมดเลย สงสัยเงินสดป้าแกจะขาดมือสินะ...

เอ้า ไม่อยากคิดอะไรมากแล้ว ขี้เกียจหาที่นอนใหม่ด้วย ถึงจะโมโหก็เถอะ แต่จ่ายเงินก็ได้ เชอะ

ว่าแต่จะบอกป้าแกยังไงดีล่ะ????

 

เรื่องที่ลำบากที่สุดในการเถียงกับป้า ก็คือกำแพงภาษา เพราะสามคนที่อยู่ตรงหน้าป้านี้ พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย

ส่วนตัวป้าเองนั้น ก็พูดภาษาอื่นไม่ได้เลยนอกจากภาษาญี่ปุ่น ถ้าจะพูดภาษาอังกฤษกับป้า ต้องพูดเป็นคำๆ ห้ามมีตัวเชื่อม ห้ามพูดเป็นประโยค ไม่งั้นป้าจะดุเราเสียงดัง

คือป้าก็หน้าดุด้วยตัวเองอยู่แล้ว จะมาพูดดุเสียงดังอีกทำไมก็ไม่รู้ คนเกียวโตโดยพื้นฐานก็พูดเสียงกระโชกโฮกฮากอยู่แล้วด้วย น่าตกใจชะมัด จะเถียงสู้รึก็ไม่รู้เรื่องกัน สาคูโดนดุไปหลายดอกอีกต่างหาก ฮึกฮึก

เราหาทางคุย ตกลง ต่อรอง กับป้าจนเหนื่อยใจ โทรหาเพื่อน เพื่อนก็ดันเปิดโทรศัพท์ระบบสั่น จนไม่รู้ว่ามีคนโทรเข้า

ทำยังไงดี ทำยังไงดี...

พานิค พานิค...

ลองโทรไปการท่องเที่ยวไทยประจำเกียวโต ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ

สุดท้ายก็ลองเสี่ยงโทรไปสถานกงสุลไทยในเกียวโต พอมีคนรับสาย เราก็ถามเค้าด้วยภาษาไทยทันที

"มีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาไทยได้มั๊ยค๊า??" 

"..ครับ มีอะไรให้ช่วยมั๊ยครับ?"

"..โฮฮฮฮฮฮฮฮอ เค้าเจอคนพูดภาษาไทยแล้ววววววววว"

"..เอิ่ม..."

หลังจากนั้นเราก็เลยให้เค้าช่วยสื่อสารกับป้ามหาภัย พอป้าเข้าใจเจตนาของเราว่าจะจ่ายเงินให้ป้านะ แกก็ยิ้มหวานเลย น่ากลัวและน่าขนลุกมากๆ จากที่เมื่อกี้ดุกระโชกโฮกฮาก ก็เปลี่ยนเป็นพูดเสียงนุ่มๆ ยิ้มหวานหยด

 โฮ~~ ป้าจ๋า เค้ากลัว ~~~

จ่ายเงินค่าที่หลับที่นอนแล้วก็รีบแจ้นออกมาจากเรียวกังกันทันที

ดูนาฬิกาแล้วยิ่งเซ็ง นี่เราทะเลาะกับป้ามหาภัยจนเกือบเที่ยงเลยเหรอ -*-

โปรแกรมปราสาทนาโงย่าคงต้องล้มเลิก ก็เลยมุ่งไปนาโงย่าสเตชั่นเลยดีกว่า

ยังดีที่สถานีนาโงย่ากว้างขวางและมีที่ให้เดินเล่นชอปปิ้งอยู่บ้างเหมือนกัน

สามคนที่เซ็งๆ กันมาก็เลยชอปปิ้งแก้เซ็ง หมดไปหลายอยู่  

สาคูเผลอใจซื้อเสื้อโค้ทตัวใหม่มาตัวนึง เพราะไม่ได้ซื้อไปจากเมืองไทย แต่ตอนนี้คาดว่าจะทนความหนาวไม่ไหวแล้ว T^T

กว่าจะเดินเล่นแก้เบื่อเสร็จ ก็บ่ายสอง เลยมุ่งหน้าไปที่ฮอลล์กันเลย เพราะนัดคนอื่นๆ ไว้สี่โมง 

ไปนั่งแกร่ว รอกันที่จุดเดิม วันนี้ก็ได้นั่งฟังน้องซ้อมร้องเพลงอีกแล้ว

พอเพื่อนร่วมทริปมากันครบก็หาตั๋วกันอีก วันนี้ต้องหาตั๋วหน้าคอนเยอะมากๆ เกือบสิบใบแน่ะ แต่ก็หาได้จนครบ ด้วยความสนุกสนาน 

วันนี้เวบ xiahsoul ใส่เสื้อชมพูมาเดินแจกสติกเกอร์ด้วย แต่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยสสใจนะ หรือจริงๆ แล้วอาจจะสนใจแต่ไม่กล้าข้าไปขอก็ไม่รู้ แต่กะเหรี่ยงไทยไม่มีรอช้าหรอก วิ่งเข้าไปรุมจนเค้าตกใจเลยหล่ะ 55

นี่ สติกเกอร์ของเซียโซล เขียนว่า XIAHJUNSOO CHARISMA  >_<"

ส่วนอุนโซก็ไม่รู้ไปได้ใบปลิวร้านขายรูปมาจากไหน เอามาเผื่อสาคูซะด้วย น่าสงสารคนแจกใบปลิว เพราะเราอ่านกันไม่ออกหรอก แล้วจะรู้ได้ไงว่าร้านอยู่ตรงไหน เหอเหอ

ส่วนนี่ใบปลิวที่ว่า 

 

เพราะหัวหอมหลายคนต้องบินกลับไทยวันพรุ่งนี้แล้ว เท่ากับว่านี่จะเป็นคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายของหลายๆ คน

คอนเสิร์ตวันนี้ทุกคนในทริปก็เลยเข้าไปดูกันหมดไม่มีขาด ถือเป็นเป็นการปิดทริปที่ดีหล่ะนะ

เอาหล่ะ ได้เวลาเข้าฮอล์แล้ว ไปกันเถอะ

วันนี้ตั๋วของสาคู ที่ได้มาด้วยราคาแสนแพงจากการออคชั่น อยู่ตรงอารีน่าฝั่งซ้ายของเวที

เป็นประสบการณ์อารีน่ารอบเดียวของสาคู

พอเทียบกันแล้ว บรรยากาศคอนเสิร์ตตรงอารีน่าคึกคักมากเลยนะ ต่างกับที่แสตนด์มากเลยทีเดียว

เหมือนกับว่าคนที่มานั่งอารีน่า เป็นพวกทุ่มเทเพราะใจรัก พร้อมสนุกกับคอนเสิร์ต เป็นแฟนแบบจริงจังเลย

วันนี้คู่ดูคอนเสิร์ตของสาคูคือฟะร้า สาคูนั่งซ้าย ฟะร้านั่งขวา

คนรอบข้างสนุกมากๆ จนสาคูจำแม่นเลยหล่ะ

.

คนทางขวาถัดจากฟะร้าเป็นแม่ยกยุนโฮ มากันสองคน อายุประมาณสามสิบปลายๆ ใจดีมากๆ ภาษาอังกฤษก็ดี

พอคุยกันเค้าก็ตื่นเต้นว่าเราเป็นต่างชาติทุ่มเท ก็เลยแจกลูกอมให้เราเป็นการให้กำลังใจซะงั้น 

แต่สาคูว่าเค้าทุ่มเทกว่า เพราะเค้าบอกว่า เค้าจะบินไปดูคอนเสิร์ตน้องที่ไต้หวันกับปักกิ่งด้วย

ส่วนอารีน่าคอนเสิร์ต พอเราบอกว่าจะไปเซนได เค้าก็บอกว่า โอ้ ไกลๆ เค้าไม่ได้ไป

แต่ว่าจะไปดูไซตามะสามรอบเลยนะ ...  อื้มๆ สู้ๆ เต็มที่ค่ะ 

.

ส่วนคนทางซ้ายของสาคู เป็นแม่ยกน้องเซียสุดเปรี้ยว อายุน่าจะประมาณสามสิบปลายเหมือนกัน

แต่ตัวเล็กๆ แต่งตัวสวยเชียว ตอนแรกคุณพี่เข้ามานั่งเรียบร้อยด้วยชุดเดรสลายดอกน่ารัก รองเท้าส้นสูง 

แต่พอใกล้เวลาคอนเสิร์ตเริ่มเท่านั้นแหล่ะ พี่เค้าก็หยิบเสื้อยืดสีชมพูสด (ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่ามาเชียร์น้องจุนซูไปซะแล้ว) มาสวมหัว แล้วก็ปลดเดรสออกจากตัวไปหน้าตาเฉย

...ไม่ต้องตกใจ ไม่โป๊หรอกค่ะ เพราะข้างในเดรส คุณพี่เค้าใส่กางเกงยีนส์ขาสั้นไว้อยู่แล้ว

สาคูกับฟะร้าแทบจะยืนขึ้นปรบมือให้เลยทีเดียว สุดยอดดดด 

 

คอนเสิร์ตวันนี้ก็ยังคงสุดยอดเหมือนเคยนะ น้องหล่อ น้องเท่ น้องน่ารัก น้องร้องเพลงเพราะ ตอนที่ควรห่านก็ห่านได้สม่ำเสมอ

เพราะวันนี้สาคูนั่งอารีน่าฝั่งซ้าย ก็เลยได้จิกกบาลไปกับสะโพกพลิ้วๆ ของยุนโฮตอนเพลง ride on เยอะหน่อย >_<"

และสิ่งที่ทำให้คอนเสิร์ตวันนี้สมบูรณ์และอิ่มมากในความรู้สึกของสาคู ก็คือช่วงสุดท้ายก่อนเข้าเวที ในขณะที่เพื่อนๆ เล่นกับกล้องกันไปมาอยู่นั้น ยุนโฮก็หายไปจากจอวีทีอาร์ ไปโผล่อีกทีหลังกลองชุด แล้วก็ตีกลองขโมยซีนเพื่อน

หมีทำหน้าแบบว่า so proud ปนกับทำสีหน้าเด็กซนๆ เวลาแอบทำอะไรให้คนตกใจได้สำเร็จน่ะ

แบบนี้แหล่ะ T^T

โอย...เซอร์ไพรส์สุดฤทธิ์ ไม่คิดไม่ฝันว่ายุนโฮจะมาซน มาทำอะไรแบบนี้ให้ได้ดูตรงหน้า

สาคูสติแตกไปเลย จิกไหล่ฟะร้ากรี๊ดไม่หยุด (แอบน้ำตาซึมด้วยแหล่ะ อายจัง)

หลังจากน้องเข้าเวทีไปหมดแล้ว สาคูก็หันไปจับมือกับแม่หมีทางขวา 

คุณพี่ที่กำลังเช็ดน้ำตาอยู่ บอกสาคูว่า "โยกัตตะเน้~~" (ดีจังเลยน๊า)

 นี่ถ้าไม่มีฟะร้าอยู่ตรงกลาง สาคูคงคว้าคอคุณพี่มากอดไปแล้ว

ฟะร้าก้น่าสงสารอยู่เนอะ ต้องมาตกอยู่ในดงแม่หมีแสงจ้า คริคริ

เดินออกมาจากที่นั่ง เจอปร้านิคที่นั่งอารีน่าข้างหลังสาคูไปหน่อย ก็กอดกันน้ำตาซึมอีก

 

แล้วคืนนั้น...คนที่ไม่เข้าใจคงคิดว่ามันโอเวอร์มาก...แต่ว่า...

....สาคูหลับตานอนทั้งๆ ที่มีภาพยุนโฮนั่งทำหน้าเท่ตอนกำลังตีกลองติดตาเลยหล่ะ ......

 

Arashiyama - Romantic train - Nagoya Hall - Numba - Kyoto

ตื่นเช้ามาวิ่งล่ก ๆ หลบหนาวเข้าห้องน้ำบนดาดฟ้า

เพิ่งรู้ว่าห้องน้ำบนดาดฟ้ามันช่างเซ็กซี่ เพราะประตูเป็นกระจกฝ้าที่มองเข้ามายังไงก็เห็นคนข้างใน

 หง่ะ...ดีนะที่พวกเรามีแต่ผู้หญิง แต่ดาดฟ้าโรงแรมก็ไม่ได้สูง บ้านอื่นมองมาเห็นพวกเราโป๊ เดี๋ยวจะตกใจแย่ (สรุปว่าห่วงคนอื่น -*-)

ออกจากโรงแรม นั่งบัสมาสถานีเกียวโต เพื่อนั่งรถไฟไปอาราชิยาม่า

 

ใช่แล้ว เราจะไปนั่งรถไฟสายโรแมนติกขึ้นภูเขากัน

มาถึงสถานีอาราชิยาม่าตอนแปดโมงกว่าๆ แต่เค้าเปิดขายตั๋วรถไฟขึ้นเขา (Romantic Train) ตอน 9 โมง ก็เลยนั่งรอกันไปคุยกันไป มองไปมองมาทำไมมีแต่คุณน้าคุณอาคุณลุงคุณป้าให้เราสบตาล่ะ  -*-

รถไฟขบวนโรแมนติก สีสันน่ารัก สีส้มแดงสดใส พอเคลื่อนขบวนก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมถึงเรียกว่ารถไฟสายโรแมนติก...

ก็เป็นรถไฟเปลือยๆ แบบนี้ ถ้ามากับแฟนคงได้กอดกันกลมไปแล้ว

หนาวอ้ะ.....

ภูเขากับต้นไม้ระหว่างทางก็สวยงามดี นี่ถ้าซากุระยังไม่หมดคงสวยกว่านี้

รูปนี้ถ่ายจากในรถไฟ

นั่งชมวิว+ถ่ายรูปแบบหนาวๆ กันไป พอถึงสถานีอาราชิยาม่า ก็เพิ่งเห็นว่าคนเยอะมากๆ ลงมาก็เลยเดินเลาะๆ ตามฝูงชนเข้าเมืองตามระเบียบ (เจอทัวร์คนไทยด้วยแหล่ะ)

เดินลงมาปะกับทุ่งดอกอะไรซักอย่าง สีเหลืองสวยดี

ตัวเมืองอาราชิยาม่าน่ารัก ของที่ขายก็น่ากินไปซะหมด

ประเดิมด้วยสตรอเบอรี่ลูกโต เนื้อแน่นหวานฉ่ำลิ้น แกงค์หัวหอมกินไปก็ร้องครางโอววววอา กันไปได้อีก น่ากลัวจริงๆ

พูดแล้วคิดถึงจัง อยากกินอีกอ่า T^T

สายๆ แดดออก ก็เลยตบท้ายด้วยไอติมชาเขียวซากุระ อร่อยอีกแล้ว

ขาลงจากอาราชิยาม่า เราไม่นั่งรถไฟเปลือยๆ หนาวๆ กันแล้ว แต่ไปนั่งรถไฟธรรมดาแทน

สถานีรถไฟบนเขา เป็นสถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ ที่สวยได้ด้วยซากุระและบรรยากาศธรรมชาติจริงๆ  สวยมากๆ

พอร่ำลาจากอาราชิยาม่าด้วยความคิดถึงและโหยหา(อาหารที่นั่น) เราก็ตรงออกมาฮอลล์นาโงย่าต่อกันเลย

วันนี้สาคูกับน้องอีกสองคนไม่ดูคอน แค่แวะมาส่งเพื่อนเข้าฮอลล์เฉยๆ

บวกกับมีมิชชั่นช่วยเพื่อนซื้อตั๋วหน้าคอนอีกนิดหน่อย

ฮอลล์ที่นาโงย่า มาง่ายจนน่าตกใจ ออกจากสถานีรถไฟแล้วก็เจอเลย

แกงค์หัวหอมเสร่อไปถามทางกับนายสถานี จนโดนมองหน้าแปลกๆ เลยทีเดียว

เอาน่าพี่ขา ก็เห็นอยู่ว่าหน้าแปลก แหะแหะ...

ถึงแล้วจ้า Japan Gaishi Hall หรือชื่อเดิมคือ Nagoya Rainbow Hall นั่นเอง

ระหว่างนั่งรอเพื่อนเข้าฮอลล์ก็ได้ฟังน้องซ้อมร้องเพลง Forever Love, Summer Dream ไปด้วย

น้องซ้อมสองเพลงนี้วนไปมาหลายรอบเลย ซึ่งตรงจุดที่แกงค์หัวหอมนั่งอยู่ ได้ยินเสียงน้องๆ ร้องเพลงชัดเลย

จริงๆ แค่ได้ยินเสียงน้องซ้อม ก็รู้สึกดีเหมือนกำลังนั่งรอแฟนซ้อมบอลเลยหล่ะ (เพ้อจริงๆ สาคูเอ๊ย)

คือมันมีความสุขน่ะ บอกไม่ถูก บรรยากาศช่วงนั้นมันน่ารักด้วยหล่ะมั๊ง สาคูเลยมีความสุขคูณสองคูณสามเลย

 

แต่ว่านะ คนที่เข้าไปดูคอนวันที่ 12 ยังแซวแจจุงไม่หาย ว่าสงสัยต้องซ้อมร้องให้ปึ้ก แจจุงจะได้ไม่ลืมเนื้อเพลง Forever Love เหมือนวันที่ 12 อีก

ใจจริงสาคูอยากเห็นยุนโฮตอนที่แจจุงลืมเนื้อมากกว่า เพื่อนบอกว่าเมื่อวันที่ 12 ตอนแจจุงลืมเนื้อ น้องๆ ทุกคนดูอึกอัก จะมีก็แต่ยุนโฮที่ไม่ได้หันล่อกแล่ก แต่ยืนยิ้มพยักหน้าชวนแฟนๆ ปรบมือตามจังหวะให้กำลังใจแจจุงอยู่ในมุมมืด

อา...ลีดเดอร์ที่รัก T^T ภาวะการเป็นผู้นำช่างสูงส่ง ไม่ทำให้พี่ผิดหวังจริงๆ

 .

.

เอาหล่ะ เลิกเพ้อซักทีเถอะ -*-

 

หลังจากนั่งเล่น ถ่ายรูป มองดูผู้คน วิ่งไปซื้อของ หาตั๋วคอนเสิร์ตครบแล้ว ก็ได้เวลาเข้าฮอลล์ซักที

สามทหารเสือใจแข็ง (เพราะกำลังเงินอ่อนแอ) จัดการบ๊ายบายส่งเพื่อนคนอื่นๆ เข้าฮอลล์ไป

แล้วทั้งสามคนก็มุ่งหน้าไปนัมบะ โอซาก้า ไปตามหาลุงกูลิโกะ กัน ~!!!!!

 

Let's Go ~!!

 

น่าเสียดายที่มีเวลาเดินโอซาก้าน้อยมาก ที่นั่นช่างเต็มไปด้วยแสงสี สาคูเป็นพวกหลงแสงสีซะด้วย ...หมายถึงหลงทางได้ง่ายเพราะสับสนป้ายโฆษณาน่ะนะ... แล้วยังมีตลาดบนดินและใต้ดิน ของกินร้อยแปด

โอย ควรมีเวลาซักหลายๆ วัน และเงินอีกซักกระสอบนะ กับโอซากาเนี่ย  คราวหน้าต้องมาลุยอีกให้ได้~!!!

 

กว่าจะหาลุงกูลิโกะเจอก็แทบขาลาก โชคดีได้เจอพี่สาวใจดีที่บอกทางให้ ไม่งั้นคงต้องหลงทางไปออกอ่าวแน่ๆ 

 

ก่อนเจอลุงกูลิโกะ คุณปูยักษ์ก็มาดักหน้าเราไว้ซะก่อน

มุมยอดฮิตนะเนี่ย 

ยามะพีก็มาด้วย หล่อเชียว >_<

จากป้ายโฆษณาพีจัง เลี้ยวซ้ายมาก็เจอเลย ...

ป้ายโฆษณากูลิโกะที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คของที่นี่ไปซะแล้ว

ถ่ายรูปกันตามธรรมเนียม เสร็จแล้วก็ไปหาร้านโอโคโนมิยากิที่น้องเคยไปกินช่วง summer dream กันดีกว่า ท้องร้องแล้วด้วย T^T 

หันหลังให้ปูยักษ์ แล้วเดินเข้ามาในซอยอีกนิด จะเจออาคารหน้าตาแบบนี้ อยู่ติดกับกูลิโกะ ช้อป

เค้าทำอาคาร 2-3 คูหาให้กลายเป็นบ้านเมืองสมัยเก่า (เพื่อนบอกว่าคล้ายๆ ราเม็งมิวเซียม)

มีโรงละคร ร้านอาหาร บรรยากาศโบราณๆ

ร้านโอโคโนมิยากิที่เราตามหาอยู่ชั้น 5 .....กว่าจะกางแผนที่ เดาสุ่มจนหาร้านเจอก็หิวเกือบแย่  -*-

ดีนะที่แจ๋วตาไว มองเห็นรูปน้องแปะอยู่ข้างในร้าน (จริงๆ ทางซ้ายของรูป มีโปสเตอร์ FITB แปะอยู่ด้วยแหล่ะ เลยยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่)

พอมองตรงไปเห็นรูปนี้

โอเค พ่อคุณเสื้อเขียวสบตาเรียกแล้ว รอช้าทำไมล่ะ  หิวมากแล้วด้วย T^T

 

มื้อนี้ สามสาวเอวบางร่างน้อย(??) สั่งโอโคโนมิยากิไปสองชิ้น ซึ่งมันเยอะมากกกกกก หนาปึ้ก เครื่องเพียบ

อร่อยมากด้วย แต่กินไม่หมด.... เสียดายนะแต่ไม่ไหวจริงๆ พุงจะแตก

อันนี้เป็นหมู+เส้นบะหมี่+ไข่ สำหรับแจ๋วที่แพ้อาหารทะเล

ส่วนนี่ สาคูกับกิฟสั่ง...อะไรมั่งล่ะ...เป็นเซตของทะเล ปลาหมึกยักษ์ หอยก็ยักษ์ กุ้ง(ยักษ์ด้วย) แล้วโปะหน้าด้วยชีส (แล้วก็บ่นว่าอ้วน -*-)

ระหว่างรออาหาร หัวหอมสามหัวก็ลุกขึ้นไปถ่ายรูปถ่ายของน้องๆ กับคุณป้าเจ้าของร้าน โดยไม่เห็นต้องอายใคร

พนักงานในร้านก็ดูชินชากับพวกบ้าดาราแบบพวกเรา ไม่ได้อะไรกับเราเลยซักนิด

จะมีก็แต่เจ้าหนูโต๊ะข้างๆ ที่สงสัยจนถึงกับลุกขึ้นมาอ่านป้ายชื่อที่รูปกันเลยเชียว

กินกันจนพุงกาง พอออกมาคิดเงิน มื้อนี้ค่าอาหารรวมค่าเข้าสถานที่ หมดไปคนละ 850 เยนเท่านั้น

 

ลงมาข้างล่าง แวะเสียเงินให้กูลิโกะชอปอีกนิดหน่อย ซื้อของฝากคนที่บ้าน

โคลอนยักษ์ ไส้ครีม ไส้อร่อยมาก รสชาติไม่เหมือนที่เมืองไทยแฮะ ทำไมล่ะ????

หลังจากนั้นก็กลับโรงแรม นั่งรถบัสผิดสายเลยได้ชมเมืองเกียวโตตอนกลางคืน (แบบไม่ตั้งใจและไม่เต็มใจ) เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง (เสร่อตลอดหละสาคู) 

กลายเป็นว่ากลับมาถึงโรงแรมเวลาใกล้เคียงกับพวกที่เพิ่งกลับจากดูคอนเลย   -*-

แล้วก็นะ ทั้งๆ ที่ห่างกันเกินครึ่งวัน แต่ก็มีเรื่องคุยไม่หยุดหย่อน หัวหอมครบฝูงก็เลยนั่งซดบะหมี่ถ้วยไป คุย (เรื่องน้องเป็นหลัก) ไป ก่อนที่สาคูจะวิ่งขึ้นห้องนอนบนดาดฟ้าต่อ

 

ความหนาวยังคงที่จริงๆ ค่ะคุณป้า T^T 

 

 Kyoto - Fushimi Inari - Kinkakuji - Kiyomitsudera - Kobe - Kyoto

วันนี้ต้องย้ายถิ่นไปเกียวโตแล้วหล่ะ ต้องคิดถึงฮิโรชิม่ามากแน่ๆ

เราตื่นกันแต่เช้า แบกกระเป๋าลงมาร่ำลาคุณลุงใจดีคนดูแลโรงแรม ที่คอยช่วยเหลือเราแทบทุกเรื่อง

เสร็จแล้วก็เปิดประเดิมบัตรเบ่งเจอาร์พาสด้วยการขึ้นชินคังเซน นั่งยาวจากฮิโรชิม่าไปเกียวโต

เช้าๆ แบบนี้ ขบวนชินคังเซนข้ามจังหวัดโล่งดีจริงๆ

 

ระหว่างทางเจอป้ายนี้ด้วย "TOHO CINEMAS"  (>_<)"" (แต่ตอนถ่ายรูป มีเสาอะไรมาบังตัว C ก็ไม่รู้ -*-)

 

 

ไปถึงสถานีเกียวโต ฝากกระเป๋าน้องส้มใบโตไว้ในล็อคเกอร์หยอดเหรียญ แล้วก็ลุยเที่ยวกันเลย

 .

เริ่มโปรแกรมกันที่ Fushimi-Inari Taisha Shrine 

ที่นี่เป็นศาลเหจ้า(วัด)บนภูเขาที่มีเสาสีส้มเรียงรายตามทางเดินตลอด 4 กิโลเมตร ให้เดินขึ้นยอดเขาไปแสวงบุญ

ก่อนเดินขึ้นเขา เราทำบุญและเขียนป้ายไม้ขอพรกัน แล้วก็พร้อมเดินขึ้นเขาแล้ว ลุย !!!

ระหว่างทาง จะเห็นทั้งเสาสีส้มและวิวจากมุมสูง สวยมากเลยหล่ะ

 

พวกเราบ้าพลังเดินขึ้นไปที่ยอดเขา เหนื่อยมาก หอบแฮ่กแทบจะถอดใจตั้งหลายรอบ

สุดท้ายก็หาวิธีแก้เหนื่อยโดยการคุยเรื่องน้อง >_<

เดินหอบไป คุยไป แวะพักไปเรื่อยๆ ดูแผนที่ไปด้วยกันหลง (แต่จริงๆ ถ้าเดินลอดเสาไปเรื่อยๆ ยังไงก็ไม่หลงหรอก)

ก้มมองรองเท้าคู่เก่งแล้วก็ปลอบใจเจ้าชมพูเทาไปตลอดทาง ต้องรองรับน้ำหนักหลายสิบกิโลขึ้นเขา สู้ๆ นะ

 

ขากลับลงมา หิวแทบจะไม่ไหว เห็นร้านอาหารกลางเขาอยู่ร้านนึง ไม่มีลูกค้าเลย จะอร่อยมั๊ย?

แต่ช่างเถอะ เหนื่อยขนาดนี้ไม่สนแล้ว เรากระโดดเข้าไปนั่งในร้านแทบจะทันที

คุณป้า (ที่น่าจะเป็นเจ้าของร้าน) ออกมาต้อนรับและรับออเดอร์

พอคุณป้าคล้อยหลังเข้าครัว เราก็ปรึกษากันหวั่นๆ ว่าจะอร่อยมั๊ย? แล้วทำคนเดียวจะช้าแค่ไหน?

ปรากฏว่าบ่นยังไม่ครบสามเรื่อง ป้าก็ยกอาหารที่เราสั่งออกมาเสิร์ฟพร้อมกันทุกอย่าง

เร็วมาก !!!!!!

อารามหิว สั่งกันลืมตายเลยทีเดียว

ดูหน้าตาซะก่อน  

 

ข้าวหน้าปลาไหล อร่อยละลายในปาก  ข้าวอร่อยมากกก

 

อุด้งเส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปอร่อยจนต้องแย่งกันซด

 

บะหมี่เย็นก็อร่อยอีก

 

เต้าหู้ห่อข้าวนี่เค้าเรียกว่าอะไรนะ? มันอร่อยมากกกกกกก

 

คือแต่ละจานก็ไม่ใช่เล็กๆ สั่งมาสี่อย่างสำหรับคนหกคน และกินกันเร็วมากเหมือนรุมทึ้ง

อิ่มจนจุก พอคิดเงินแล้วลองหารเฉลี่ยดู มื้อเพิ่มพลังอิ่มอร่อยสุดๆ มื้อนี้หมดไปคนละห้าร้อยกว่าเยนเท่านั้น

เริ่ดดดดดดดด

.

ออกมาจากเขาลูกนี้ได้ก็เดินไปสถานีรถไฟเตรียมลุยต่อ

เจอหัวหอมกรุ๊ปที่มาเกียวโตก่อนหน้าเราที่สถานีด้วย บังเอิญจริงๆ

ก็กรี๊ดกร๊าดคุยเรื่องชอตเด็ดในคอนเสิร์ตวันที่ 13 ให้พวกนั้นฟัง

(รอบวันที่ 12 ไม่มีแจจุงจุ๊บนิ้ว และคู่คิส ดับเบิล เซกซี่ นับกันถึง 6 เท่านั้น ไม่ได้เอาหน้าชนกันตอนนับเลข 9)

คุยกันลั่นสถานีได้แป๊บนึงรถไฟก็มา ต้องไปคนละขบวนแล้วละนะ

บ๊ายบาย เจอกันคืนนี้ที่โรงแรมนะ มาย โทโมดาจิ (ทำไมต้องใช้หลายภาษา?)

.

หัวหอม 6 คนนั่งรถไฟกลับไปสถานีเกียวโต

แล้วต่อรถบัสไปวัดทอง Kinkakuji  หรือวัดอิ๊กคิวซัง (ตามแต่จะถนัดเรียก) ทันที (โปรแกรมทัวร์แน่นเอี๊ยด)

วัดทองสวยงามอร่ามตามาก เสียดายว่าซากุระร่วงหมดแล้ว

แต่สีเขียวเช้มสดของใบไม้ก็ช่วยขับสีทองให้สวยไม่ใช่น้อย

 

นักท่องเที่ยวเยอะมากเลยวันนี้ เราเกาะกลุ่มเดินถ่ายรูปรอบๆ บริเวณวัดได้ซักพักก็เกิดอาการแพ้คน

เลยตัดสินใจออกมา ไปวัดน้ำใสต่อเลยดีกว่า

ตอนขึ้นรถบัสจากวัดทองไปวัดน้ำใส เพราะมัวแต่เหล่เด็กหนุ่มมัธยมตรงป้ายรอรถบัส

เลยทำให้ขึ้นรถผิดสาย หลงทางกันมั่วซั่วเลยเชียว

โชคดีเจอน้องนักเรียนหญิงหน้าตาน่ารักมาช่วยเราไว้ น้องดูท่าทางอ่อนใจกับพี่สาวชาวกะเหรี่ยงพวกนี้

ไหนๆ ก็ไหนๆ เพื่อตัดรำคาญ น้องเค้าเลยพาเรามาส่งถึงท่าจอดรถบัสคันที่จะพาไปถึงวัดน้ำใสเลย

รบกวนไปซะเยอะ ขอบคุณนะคะ >_<

.

ถึงวัดน้ำใสหรือวัดคิโยมิซึก็เกือบเย็นแล้ว วัดจะปิดตอนหกโมงเย็นด้วย รีบหน่อยๆ  

เรารีบเดินขึ้นเขาไปเข้าวัดกันเถอะ  (ขึ้นเขาทั้งวันเลย แง๊) 

.

สองข้างทางระหว่างเดินขึ้นวัด

 

คนเยอะอีกแล้ว แต่ยังไม่ถือว่าเยอะมาก เดินไหว้พระ ขอพร ถ่ายรูปกันเรื่อยเปื่อย อากาศดีจัง

 

วิวจากบนวัด เห็นเกียวโตทาวเวอร์กันมั๊ย?

 

มุมถ่ายรูปยอดนิยม

 

วิ่งลงบันไดนี้ (แฮ่ก เหนื่อย)

 

เพื่อมาต่อแถวดื่มน้ำ 3 สายนี้

 

จริงๆ แล้วทั้ง 3 สายมีความหมายและพรต่างกัน

แต่สาคูจำไม่ได้ว่าเส้นไหนคือพรเรื่องอะไร เลยขออนุญาตจิบทั้ง 3 สายซะเลยก็แล้วกัน ^^"

.

ออกจากคิโยมิซึก็บึ่งไปสถานีเกียวโต กระโดดขี่ชินคังเซนไปโกเบแบบด่วนๆ

ไปถึงก็มืดแล้ว หนาวด้วย ถ้าจะไปดูวิวที่อ่าวโกเบต้องกลับโรงแรมดึกมากแน่ๆ

เลยตัดสินใจเดินหาร้านเนื้อย่างกันแถวสถานี ก็แล้วกัน สะดวกดี

เดินสุ่มหาร้านเนื้อย่างอยู่นาน หนุ่มหน้าตาดีก็ยืนเชิญเข้าร้านคาราโอเกะอยู่นั่น

หน้าตาดีกันจนหัวหอมจะเลี้ยวเข้าร้านคาราโอเกะอยู่หลายรอบ

หนุ่มสาวที่โกเบ เท่าที่เห็นแค่ละแวกนี้ การแต่งตัวดูแฟชั่นนิสต์กันทังนั้น เพลินตาดีชะมัด

เข้าซอกเข้าซอยซักพักก็ตกลงใจที่ร้านเล็กๆ ร้านนึง ดูเมนูแล้วไม่แพงดี เริ่ด เข้าไปเลยเถอะ

ทุกคนคงข้องใจใช่ไหม ว่าเอ๊ะ มั่วเข้าร้านไหนก็ได้อย่างนี้จะรู้ได้ไงว่าจะได้กินอร่อย?

ก็เพราะคนที่แนะนำมาเค้าบอกว่า เข้าไปเถอะ ร้านเนื้อย่างที่โกเบน่ะ ร้านไหนก็อร่อย  

อ่า...งั้นลองดูเนอะ

.

เข้าไปสั่งเซตเนื้อจานใหญ่มา 1 เซต พนักงานเสิร์ฟหน้าตาดีอีกแล้ว

(รู้แล้วใช่ไหมว่าแกงค์หัวหอมมีมาตรฐานการตัดสินใจเลือกเข้าร้านยังไง 555)

เสิร์ฟผักมาให้ก่อน หน้าตาดูดี

 

พอเนื้อมาก็ปิ้งย่าง คีบเข้าปากกันจ้าละหวั่น ดูลายเนื้อสิ (เห็นแล้วคิดถึง น้ำยายไหย)

 

เนื้ออร่อยม๊ากกกกกก 

ถ้าหลับตาฟังตอนหัวหอมกินเนื้อย่าง จะได้ยินแต่เสียงคราง "อื้อ...อ้า...โอ้ว...สวรรค์...มันยอดมาก....."

และเสียงจ๊อบแจ๊บๆๆ  เอ็นซีอย่างแรง  >_<"

เนื้อย่างโกเบอร่อยจริงๆ เนื้อนุ่ม ละลายในปาก กินแล้วเคลิ้มมมมม

ซากความเสียหาย -*-

 

เนื้อย่างขึ้นสวรรค์มื้อนี้ สนนราคาคนละสองพันกว่าเยน ไม่แพงอย่างที่กลัว >_<

ก่อนออกจากร้านก็ขอถ่ายรูปกับพนักงาน(หล่อๆ ตามธรรมเนียม อิอิ)

แล้วก็บึ่งหน้าตั้งขึ้นรถไฟกลับโรงแรมด่วนๆ

พอลากกระเป๋าออกมาจากสถานีเกียวโต รถบัสก็หมดแล้ว

เลยต้องขึ้นแทกซี่เป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ราคามิเตอร์เริ่มต้นที่ 600 เยน เฮือกกก

.

พอไปถึงโรงแรม คุณป้า(มหาภัย) ที่พูดอังกฤษไม่ได้ บอกไม่มีห้องให้เราแล้ว

พวกเธอมาเช็คอินช้า ชั้นเลยแคนเซิลห้องที่เธอจองไปแล้ว ชั้นไม่มีห้องให้  

.

.

อ้าว .....ทำไงล่ะทีนี้  แล้วหัวหอมจานอนที่หน๊ายยยย?????  

ทะเลาะกันไปด้วยภาษามั่วซั่ว ทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ(เป็นคำๆ) ภาษาใบ้ภาษามือ

ในที่สุดแกก็บอกว่างั้นพวกเธอหกคน สองคืนนี้ไปนอนอัดกะเพื่อนห้องอื่นสองคนนะ

อีกสี่คนไปนอนห้องดาดฟ้า  

.....

...........

..........................

นอนห้องดาดฟ้าวันฝนตกอากาศหนาว !!!!!

บรึ๋ยยยยยยย

ในห้องมีฮีทเตอร์ ก็โอเค อุ่นสบายดี

แต่ห้องอาบน้ำอยู่ข้างนอกห้อง และนอกห้องมัน...  

มัน...หนาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  

สาคูกลายร่างเป็นหัวหอมแช่แข็ง บรื๋ออออออออออ

น้ำอุ่นจัดแค่ไหนก็เอาไม่อยู่เหอะ  

รีบอาบน้ำอุ่น

รีบวิ่งเข้าห้องนอน

รีบมุดเข้าใต้ผ้าห่ม  

แล้วแกงค์หัวหอมก็หลับสนิทเหมือนโดนวางยา !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!